วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

[AI613] Lecture 11 : Strategic Information System Planning

Strategic Information System Planning

Four stage model of IS/IT Planning

1. Strategic Planning การวางแผนกลยุทธ์
เป็นการทำความรู้จักกับองค์กรของตน ตั้งแต่พันธกิจที่ตั้งใจ กลยุทธ์หลักที่จะนำไปสู้เป้าหมายขององค์กร เพื่อใช้ในการวางเป้าหมายหลักของระบบสารสนเทศที่จะใช้ในการสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กรนั้น ซึ่งในส่วนนี้ จะเป็นการดูถึงระบบสารสนเทศที่มีอยู่เดิมด้วยว่ามีการตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์กรได้มากน้อยเพียงใด ควรจะจัดการกับสิ่งที่มีอยู่นั้นอย่างไร

2. Organizational Information Requirement Analysis วิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศขององค์กร
หลังจากกำหนดแนวทางการวางระบบสารสนเทศใหม่ได้แล้ว ต่อไปคือการวิเคราะห์ถึงความต้องการสารสนเทศขององค์กร ว่าปัจจุบันองค์กรมีความต้องการสารสนเทศใดบ้าง และความต้องการในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไร ในส่วนนี้จะรวมถึงการวางแผนการพัฒนาระบบด้วยว่าจะลำดับความสำคัญอย่างไร

3. Resource Allocation Planning การวางแผนจัดสรรทรัพยากร
เป็นช่วงของการวางแผนทรัพยากรที่คาดว่าจะต้องใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทรัพยากรบุคคล อุปกรณ์ต่างๆ เครือข่าย เงิน เป็นต้น แล้วจัดสรรเข้าสู่โครงการพัฒนาต่างๆ ทั้งในส่วนของ Infrastructure และ Applications 

4. Evaluate and Develop Project Plans แผนประเมินและพัฒนาโครงการ
ในส่วนนี้จะเป็นการประเมินความคุ้มค่าของโครงการว่าให้ประโยชน์คุ้มค่ากับทรัพยากรที่จะลงทุนไปหรือไม่ ก่อนจะเริ่มทำการพัฒนาตามแผนการ โดยจะมีการกำหนดจุดตรวจสอบและประเมินความสำเร็จเป็นระยะ

นอกเหนือจากวิธี แล้ว ยังมีแนวทางการวางแผนระบบสารสนเทศอีกหลายวิธี อาทิ BSP 

The business systems planning (BSP) model
เป็นแนวทางที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย IBM มีแนวคิดหลักคือการมององค์กรให้เป็น Business Process หรือกระบวนการทางธุรกิจว่ามีการดำเนินงานอย่างไร โดยไม่สนใจว่าองค์กรจะมีการแบ่งแผนกหรือส่วนงานอย่างไร แล้วจึงระบุความเกี่ยวข้องของข้อมูล (Data Classes) ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้การวางระบบสารสนเทศเป็นไปด้วยความต่อเนื่อง ไม่เกิดการขาดตอนของข้อมูลเมื่อเกิดการโยกย้ายหรือปรับปรุงโครงสร้างองค์กร

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

[AI613] Lecture 10 : Enterprise System

Enterprise System/Supply Chain Management/Enterprise Resource Planning


ระบบสารสนเทศขององค์กร
เป็นการบูรณาการกระบวนการทำงานหลักของธุรกิจองค์รวมเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงสารสนเทศที่จำเป็นได้อย่างไม่ติดขัด

Functional Information System
ปกติแล้ว ระบบสารสนเทศของแต่ละหน่วยงานจะได้รับการพัฒนาแยกกัน สืบเนื่องจากสาเหตุหลักๆดังนี้

1.ความจำเป็นเฉพาะส่วนของการใช้งาน
2.งบประมาณที่มี
3.ความต้องการเป็นอิสระในการควบคุมระบบของแต่ละหน่วยงาน

ข้อเสียของการมีระบบเหล่านี้แยกกันอยู่ใน
1. การกระจัดกระจายของระบบ อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อน และไม่มีความต่อเนื่องในระบบงาน อันจะส่งผลต่อการทำงานและการตัดสินใจในระดับภาพรวมได้อย่างถูกต้องและทันเวลา
2. ความสิ้นเปลืองจากการดูแลรักษาระบบในแต่ละหน่วยงาน

ระบบสารสนเทศขององค์กร จึงได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของความไม่เชื่อมต่อกันของข้อมูลนี้

ตัวอย่างของระบบสารสนเทศขององค์กร

- Dell มีระบบ Tracking System ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันทีว่า ขณะนี้สินค้าอยู่ที่ใดในโลก จะถึงเมื่อใด หรือไปที่ไหน โดยไม่ต้องติดต่อไปหลายจุด

Enterprisewide System

CRM - Customer Relation Management

KMS - Knowledge Management System เก็บข้อมูลองค์ความรู้ของบุคคลากรในองค์กร

SCM - Supply Chain Management

DSS - Decision Support System ช่วยในการตัดสินใจ อาทิ การหาแนวโน้มของตลาด(trend)จากยอดขาย เป็นต้น

BI - Business Intelligence

Supply Chain Management

Example ตัวอย่างระบบที่เกี่ยวข้อง

Warehouse Management System
Fleet Management System
Vehicle Tracking System


Trend แนวโน้ม

1. การเชื่อมต่อ - เครือข่ายไร้สาย อาทิ  802.11n (ปัจจุบัน 802.11a และ 802.11g), Bluetooth, GPRS

2. Advance Wireless - เครือข่้่ายไร้สายที่ใช้การสื่อสารด้วยเสียงและ GPS

3. Speech Recognition - การสั่งงานด้วยเสียง อาทิ การสั่งงานให้เปิดโปรแกรมต่างๆในอุปกรณ์ของ Apple

4. Digital Imaging - การประมวลผลด้วยภาพดิจิตอล

5. Portable Printing - การพิมพ์แบบเคลื่อนที่ได้

6. 2D & Other barcoding advances - บาร์โค้ด 2 มิติ

7. RFID

8. Real Time Location System - Tracking แสดงตำแหน่งในเวลาจริง

9. Remote Management - การบริหารจัดการจากระยะไกล

10. Security - การดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เริ่มอยู่ในเครือข่ายมากขึ้นให้มีความปลอดภัยและมีการจำกัดสิทธิการเข้าถึง


อย่างไรก็ดี การเลือกใช้ ERP มักจะเลือกใช้เป็นเพียงบางส่วน(modules) โดยไม่จัดการลงใหม่ทั้งหมด เนื่องจาก

1. ประหยัดต้นทุน มีของเดิมอยู่แล้ว ให้นำ ERP เข้ามาร่วมกับของเดิม
2. กรณีลงหมดต้องปรับตัวมาก อาจเกิดการต่อต้านด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

[AI613] Lecture 08 : Data Management

Data Management

System
ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวถึงคำว่าระบบหรือ System คำว่าระบบนั้นหมายถึงการนำ Input ไปผ่านกระบวนการ(process)หนึ่งๆเำพื่อให้ได้ Output ที่ต้องการ โดยการเริ่มต้นระบบใดๆนั้น เราจำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนก่อน ว่าเราต้องการผลลัพท์ออกมาอย่างไร จึงจะสามารถคิดถึงกระบวนการที่จะทำให้ได้มาซึ่งผลลัพท์นั้นและนำไปสู่การหา Output

Information System
ดังที่กล่าวไปในข้างต้น ระบบสารสนเทศก็เป็นระบบหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนระบบทั่วไป โดย Inputที่จะใส่ลงไปนั้นคือ ข้อมูล (Data) เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ (Information) ที่ต้องการ โดยกระบวนการดังกล่าวนี้อาจจะทำให้เกิดการแปรรูปของข้อมูลหรือไม่้ก็ได้

อย่างไรก็ดี ทุกครั้งที่เราดำเนินระบบสารสนเทศแล้ว สุดท้ายสิ่งที่เราจะเก็บไว้ใช้งานต่อไปไม่ได้มีเพียงสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการ หากแต่เป็นข้อมูลทั้งหมดเพื่อใช้งานในโอกาสต่อไป ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ิวิธีการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อการจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

Data Management
การบริหารจัดการข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากว่าระบบสารสนเทศจะเริ่มขึ้นไม่ได้หากไม่มีการใส่ข้อมูลลงไป โดยการบริหารจัดการข้อมูลมีอุปสรรคหลักๆดังนี้

อุปสรรคของการบริหารจัดการข้อมูล
1.จำนวนข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามเวลา
2.การกระจัดกระจายของข้อมูลในองค์กร
3.เกิดการใช้งานข้อมูลโดยทั่วไปในองค์กรที่ไม่ได้รับการควบคุมคุณภาพ
4.ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภายในหรือภายนอก
5.ความปลอดภัยของข้อมูลที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลเข้าถึงข้อมูลได้
6.การเลือกเครื่องมือที่จะใช้ในการบริหารจัดการข้อมูล

เป้าหมายหลักของการบริหารจัดการข้อมูล
1. Data Profiling : ระบุตัวตนของข้อมูลนั้นๆ อาทิ
2. Data Quality Management : พัฒนาคุณภาพของข้อมูลให้มีความถูกต้อง ทันสมัย และครบถ้วน
3. Data Integration : รวบรวมข้อมูลที่เหมือนกันจากแหล่งต่างๆไว้ในที่เดียวกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน
4. Data Augmentation : เพิ่มคุณค่าให้กับข้อมูลเหล่านั้น

แหล่งที่มาของข้อมูล
ดูตามลักษณะของความเป็นเจ้าของข้อมูล
Organizational Data/Internal Data : ข้อมูลที่มาจากแหล่งภายในองค์กร เช่น ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า โดยปกติจะอยู่ในฐานข้อมูล(Data Base)ขององค์กร
External Data : ข้อมูลที่มาจากแหล่งภายนอกองค์กร อาจได้มาจากการสืบค้นหรือซื้อข้อมูล เช่น การ
End User Data/Personal Data : ข้อมูลที่เกิดจากการพัฒนาข้อมูลเพิ่มเติมในพนักงานแต่ละคน อันเนื่องมาจากข้อมูลที่องค์กรมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ข้อมูลเหล่านี้มักจะอยู่ในมือของพนักงานผู้พัฒนาข้อมูลขึ้น แต่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลขององค์กร

Data Management Evolution
ปัจจุบันไม่นิยมทำ File Management หรือ File Processing กันแล้ว แต่จะทำ Database Management และ Data Warehousing แทน

Data Warehouse
โดยปกติ เมื่อผู้บริหารจำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูล ก็มีความจำเป็นต้องดึงข้อมูลต่างๆจากฐานข้อมูลขององค์กร การดึงข้อมูลจำนวนมากออกมานั้นอาจส่งผลให้เกิดการชะงักงันของการดำเนินงานขององค์กร การทำ Data Warehouse จึงเป็นการช่วยเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมจากฐานข้อมูล(Data Base)ที่ต้องใช้ในการดำเนินงานขององค์กร เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อการตัดสินใจ

ลักษณะของ Data Warehouse
organization มีการจดหมวดหมู่ของข้อมูลใหม่ โดยจัดตามสิ่งที่สนใจ (Subject) เป็นหลัก
consistency ข้อมูลมีความสม่ำเสมอเหมือนกัน อยู่ในรูปแบบเดียวกัน
time variant มีช่วงเวลาที่ชัดเจน
non-volatile ไม่มีการปรับเปลี่ยนข้อมูลย้อนหลัง แต่จะเป็นการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ลงไปแทน
relational ใช้ relational structure
client/server ใช้ server เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

Data Warehouse กับลักษณะขององค์กร
แม้ว่าการใช้ Data Warehouse จะมีประโยชน์กับองค์กร แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปหากองค์กรไม่ได้มีความต้องการ ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้องค์กรณ์โดยใช่เหตุ องค์กรที่เหมาะสมกับการทำ Data Warehouse นั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้
1.มีข้อมูลจำนวนมาก
2.ข้อมูลในองค์กรมีรูปแบบการจัดเก็บที่หลากหลายจากการที่ส่งมาจากหลายส่วนงาน
3.มีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูลอยู่บ่อยครั้งเพื่อการตัดสินใจ ไม่ได้ใช้ประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะในการดำเนินงาน (Information-based Decision)

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[AI613] Lecture 07 : M-Commerce

M-Commerce (Mobile Commerce)

เป็นการทำธุรกิจผ่านเครือข่ายเช่นเดียวกับ E-Commerce โดยเป็นการอาศัยช่องทาง(device)ไร้สาย อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มี Smartphone ที่ช่วยเหลือให้ผู้ใช้มีความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมต่างๆมากขึ้น

ประโยชน์ของ M-Commerce
สามารถใช้งานได้ทุกที่ มีความสะดวกสบายเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่เริ่มกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำัหรับแต่ละบุคคล โทรศัพท์เคลื่อนที่จึงแพร่หลายมากขึ้น อีกทั้งการเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่ิอนที่นั้นสามารถทำได้ทันที และมีความเป็นส่วนบุคคลมากกว่า

ข้อจำกัด M-Commerce
อย่างไรก็ดี เนื่องจากในปัจจุบันเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายยังไม่สามารถเข้าถึงได้ทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในบางแหล่ง

แรงผลักดันที่ก่อให้เกิด M-Commerce และแนวโน้ม
ดังที่กล่าวในข้างต้น ความนิยมในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อีกทั้งจากการที่โทรศัพท์เคลื่อนที่มีศักยภาพมากขึ้น ทำให้ในอนาคตการทำธุรกิจบนมือถือจะเริ่มแพร่หลายและเข้ามาแทนที่การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และหลังจากนี้ ระบบต่างๆ อาทิ 3.5G ก็จะได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานที่มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้น

ระบบการจัดการที่เกี่ยวข้ิองกับ M-Commerce
WAP (Wireless Application Protocol)
Markup Languages ภาษาที่ใช้พัฒนาโปรแกรม เช่น WML, XHTML
Mobile Development เช่น NET compact, Java ME, Python
Mobile Emulators เป็นโปรแกรมที่ทำให้สามารถเล่นโปรแกรมซ้อนโปรแกรมได้
Microbrowsers เช่น Android, Safari, IE mobile, Firefox mobile
HTML5 เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้หน้าเว็บสามารถ update ตัวเองโดยอัตโนมัติเมื่อนักพัฒนามีการอัพเดตเพิ่มเติม

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[AI613] Lecture 06 : E -Commerce

E-Business & E-Commerce
เป็นการทำธุรกิจหรือการค้าขายบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งช่วยให้เกิดรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ และเพิ่มช่องทางความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน เป็นลักษณะทางธุรกิจที่มีแนวโน้มที่จะแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างการใช้งาน
Dell - ริเริ่มการขายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ด้วยการให้ customized ตามที่ต้องการได้ด้วย (built-to-order) เป็นการเปิดช่องทางใหม่จากเดิมที่มีแต่การขายหน้าร้าน อีกทั้งยังใช้การให้บริการทุกอย่างออนไลน์

Amazon - เริ่มต้นจากการขายหนังสือก่อน เพื่อกลบข้อด้อยของร้านปกติไม่สามารถเก็บหนังสือได้หมด เก็บได้แต่หนังสือดังๆ การขายบนอินเตอร์เน็ตจึงช่วยให้สามารถนำเสนอหนังสืออื่นๆได้มากขึ้น (Long tail marketing)

ความจำเป็นของE-Business & E-Commerce
Click&Mortar VS Brick& Mortar
C&M บริษัทที่มีออนไลน์และมีหน้าร้านด้วย
B&M มีหน้าร้านอย่างเดียว
ข้อดี
-เพิ่มทางเลือกในการติดต่อได้หลายช่องทาง
ข้อเสีย
-เพิ่มต้นทุน เนื่องจากต้องบริหารหลายทาง

ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จำเป็นต้องมีระบบการให้บริการแบบออนไลน์ด้วย แล้วแต่ว่ามีลักษณะธุรกิจแบบใด มีความจำเป็นหรือไม่

ประโยชน์ของ E-Business & E-Commerce
- To organization : ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ
- Customers : เพิ่มช่องทางความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย
- Society : เชื่อมโยงสังคมเข้าหากัน

ข้อจำกัด
- Technological Limitation: ความจำกัดของเทคโนโลยี อาทิ ความจำกัดของเบราเซอร์
- Non-Technological limitation : ความปลอดภัยของข้อมูล

ตัวอย่างรูปแบบการทำ E-Commerce & E-Business
E-catalog การนำเสนอรายการสินค้าให้เลือกได้บนหน้าจอ
E-Auction เปิดประมูลบนอินเตอร์เน็ต ให้คนจากทั่วโลกได้สามารถร่วมกันประมูลสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมในสถานที่จำเพาะ เพิ่มอัตราการแข่งขัน ช่วยให้ราคาขึ้นไปสูงได้มากขึ้นเนื่องจากคนต้องการที่จะเอาชนะกัน
Bartering การเปิดพื้นที่ให้คนทั่วโลกได้แลกสิ่งของที่ตนเองต้องการซึ่งกันและกัน เป็นการช่วยลดการใช้งานทรัพยากร
Customer Service Online ระบบให้บริการลูกค้าออนไลน์ ช่วยให้ไม่จำเป็นต้องตั้งศูนย์ในประเทศของตนเอง สามารถอาศัยการ Outsourcing ออกไปในต่างประเทศได้ ช่วยในเรื่องการควบคุมต้นทุนการทำงาน


ลูกเล่นต่างๆที่เกิดขึ้นในการทำ E-Commerce
Freemium : รูปแบบธุรกิจที่เสนอสินค้าระดับปกติให้ผู้ใช้ได้ใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะคิดราคาเพิ่มกับผู้ที่ต้องการบริการที่เพิ่มขึ้น อาทิ เวปไซท์ให้พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ (megaupload, mediafire) ที่จะให้เพิ่มความเร็วและพื้นที่ในการเก็บไฟล์ให้กับผู้ใช้งานแบบเสียเงิน

Social Commerce : การเปิดพื้นที่ให้”เพื่อน”แนะนำ”เพื่อน” บนพื้นที่ออนไลน์ ตัวอย่าง "มีเพื่อนคุณจำนวน () คนที่ใช้() อยู่" บน Facebook

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[AI613] Lecture 05 : IT Justify & Evaluation

แนวโน้มของเทคโนโลยี
แนวโน้มของเทคโนโลยีตามทฤษฎีของ Moore กล่าวไว้ว่า ต่อไปในอนาคตความสามารถของเทคโนโลยีจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ราคาจะต่ำลง ซึ่งหมายความว่าเราจะได้มาซึ่ง IT ได้ง่ายขึ้น หากแต่แท้จริงแล้วการมีเทคโนโลยีที่นำสมัยนั้นช่วยให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจริงหรือไม่

Productivity Paradox
เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดการแปรผกผันระหว่างความล้ำสมัยในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับการเจริญเติบโตของบริษัทในองค์รวม ทั้งที่มีเทคโนโลยีที่ดี หากแต่ไม่่ช่วยให้อัตราการเติบโตของบริษัทดีึขึ้น กลับยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงกลายเป็นข้อกังขาว่าแท้จริงแล้ว IT สามารถช่วยให้บริษัทเจริญเติบโตได้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ดี หากมาดูกันให้ลึกแล้ว ผลที่ได้จากระบบ IT มักไม่ใช่กำไรที่เห็นได้ชัด(direct Impact) หากแต่เป็นการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน(Second Impact) จึงต้องมีการประเมินผลตอบแทนระยะยาวที่จะได้รับจากการลงทุนใน IT เพื่อใช้ในการตัดสินใจที่เหมาะสม

ขั้นตอนการตัดสินใจ
1. พิจารณาปัจจัยความต้องการพื้นฐานของบริษัทและกำหนดมูลค่าที่จะใช้วัด ROI
2. ค้นคว้าข้อมูลและประเมิน
3. ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับต้นทุนและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
4. ระบุตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณ รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย
5. ตรวจสอบว่าโครงการนี้สามารถเพิ่มความสามารถของบริษัทได้หรือไม่
6. ไม่ประเมินค่าใช้จ่ายต่ำเกินไปหรือผลประโยชน์สูงเกินไป
7. ตกลงกับทุกฝ่าย ซึ่งหมายรวมถึงผู้ขายและผู้จัดการระดับสูง

ความยากในการประเมินผลและการแก้ไข
สืบเนื่องจากการลงทุนใน IT เป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ไม่มีตัวตน จึงเป็นการยากที่จะระบุลงไปอย่างชัดเจนนว่าควรจะนำปัจจัยใดมาใช้ในการวัดค่า แล้วจะตีมูลค่าเป็นตัวเิงินได้อย่างไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการตีมูลค่าคร่าวๆออกมาเพื่อวัดผล แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ประเมินค่าสูงหรือต่ำเกินไปจากความเป็นจริง

ตัวอย่างวิธีการตัดสินใจลงทุนใน IT
Financial การตัดสินใจโดยใช้ปัจจัยที่ตีมูลค่าเป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว
Multi-criteria การตัดสินใจโดยใช้ทั้งปัจจัยทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจและมูลค่าที่รวดเร็วขึ้นจากการใช้ IT เป็นต้น
Ratio ใช้อัตราส่วน อาทิ ค่าใช้จ่ายทาง IT เปรียบกับ total turnover เพื่อช่วยในการตัดสินใจ
Portfolio กำหนดตำแหน่งของเงื่อนไขในการลงทุนเปรียบเทียบกัน

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[AI613] Lecture 04 : Outsourcing & Acquisition

Outsourcing 
ความหมายและประโยชน์
เป็นการนำงานที่ไม่ใช่ส่วนงานหลักหรือความสามารถหลักขององค์กรไปจ้างวานผู้อื่นให้ทำแทน เพื่อนำเวลาไปพัฒนาความสามารถหลักของตนหรือนวัตกรรมใหม่ รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาทำงานจากการนำงานให้ผู้ที่เชี่ยวชาญจัดการ โดยปกติแล้วจะใช้ในการดูแลระบบรวมถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ

ต้นทุนแฝง (hidden cost)
แม้ว่าการOutsource จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ แต่การจะทำได้นั้นบริษัทจะต้องคิดในส่วนของต้นทุนแฝง อาทิ การเปรียบเทียบและวิเคราะห์หาผู้รับทำงาน การติดต่อทำสัญญา การถ่ายทอดองค์ความรู้ออกสู่บุคคลภายนอก ไปจนถึงการนำระบบที่จ้างวานคนภายนอกเข้ามาเชื่อมต่้อกับระบบของบริษัท

ความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยง (Risk and Risk Management)
อย่างไรก็ดี การจ้างวานให้ผู้อื่นทำให้อาจมีความเีสี่ยง ทั้งในแง่ที่อีกฝ่ายอาจจะทำงานให้ไม่เต็มที่ (shirking) ผู้รับจ้างวานนำองค์ความรู้ของเีราไปขายให้บริษัทอื่น (poaching) หรือการถูกปรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจ้างผู้รับจ้างวานในสัญญาระยะยาว (Opportunistic repricing) ซึ่งการจะช่วยบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ให้ลดลงได้มีกลยุทธ์หลากหลายวิธี อาทิ การทำความเข้าใจโครงการ การแบ่งโครงการเป็นส่วน พยายามจดสัญญาระยะสั้น เป็นต้น

Offshore Outsourcing
โดยการนำงานออกไปจ้างวานผู้อื่นนั้น อาจเป็นการจ้างวานนอกประเทศก็ได้ (offshore outsourcing) ซึ่งอาจจะช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต่ำกว่า อาทิ ค่าแรง แต่การทำเช่นนี้จะต้องระมัดระวังในเรื่องของความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ อาทิ กฎหมาย วัฒนธรรม ลักษณะสภาพธุรกิจ อันจะส่งผลต่อศักยภาพและความกลมกลืนกันของงาน งานบางประเภทไม่เหมาะกับการจ้างวานนอกประเทศ อาทิ งานที่ไม่มีลักษณะเป็นกิจวัตรหรือทำอย่างสม่ำเสมอ (non-routine) งานที่ต้องการองค์ความรู้เฉพาะัทางเพื่อจัดการดำเนินระบบนั้น

IT Acquisition
คือการได้มาซึุ่งระบบสารสนเทศ โดยปกติแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ซื้อ เช่า ทำเอง

โดยกระบวนการหลักของการได้มาซึ่งสารสนเทศจะแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้
1.Planing, identifying &justifying IT-based systems
2.Creating an IT architecture
3.Selecting an acquisition option
4.Testing, Installing, integrating & deploying IT applications
5.Operations, Maintenance & Updating